ออกแบบบ้านอย่างไรให้ประหยัดพลังงาน ตอนที่ 2

ออกแบบบ้านอย่างไรให้ประหยัดพลังงาน ตอนที่ 2

  • ถ้าต้องทำที่จอดรถ ควรทำที่จอดรถพร้อมหลังคาในด้านทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก เพื่อเป็นการช่วยลดความร้อนผ่านเข้ามาในตัวบ้านโดยตรง
  • บุฉนวนกันความร้อนที่หลังคาและผนัง โดยความหนาของฉนวนที่ใช้ต้องขึ้นอยู่กับภาระทำความเย็น แต่ส่วนใหญ่ ใช้ฉนวนส่วนจะอยู่ที่ 2-3 นิ้ว มีหลายประเภท ได้แก่ ฉนวนใยแก้ว ฉนวนเยื่อกระดาษ ฉนวนเซรามิก
  • ทาสีผนังด้านนอกของบ้านเป็นสีอ่อน ใช้วัสดุที่มีผิวมัน และกันความชื้น
  • ใช้กระเบื้องหลังคาสีอ่อน เพื่อสะท้อนความร้อนได้ดี
  • ติดตั้งหน้าต่างกระจก เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น โดยควรใช้รับแสงสว่างจากธรรมชาติ ในทิศเหนือ หลีกเลี่ยง แสงความทิศตะวันใต้ และทิศตะวันตก
    • ทำกันสาดให้กระจก และหน้าต่าง โดยกันสาดแนวราบเหมาะสมกับหน้าต่าง ที่อยู่ทางทิศเหนือ และทิศใต้ เพราะสามารถบังแสง อาทิตย์ในช่วงเที่ยง และบ่าย
    • ติดตั้งผ้าม่าน และมู่ลี่ บริเวณหน้าต่าง เพื่อป้องกันความร้อนจากแสงอาทิตย์ และติดฟิล์มที่กระจกหน้าต่างนั้น
    • สำหรับห้องนอนหรือห้องที่ต้องการปรับอากาศที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ควรพ่นฉนวนกันความร้อนจากฝ่าชั้น 1 เพื่อป้องกันความร้อนจากชั่น 1 เข้าสู่ห้องนอน
    • ติดตั้งพัดลมระบายอากาศบนหลังคา เพื่อดูความร้อนใต้หลังคาออกไปภายนอก
    • จัดวางตู้และชั้นวางของให้เหมาะสม ไม่บังลม ไม่กีดขวางการระบายอากาศ และไม่บังแสง
    • จัดวางโต๊ะเขียนหนังสือ ให้หันหน้าไปด้านที่รับแสง ธรรมชาติได้
    • หมั่นดูแล รักษาทำความสะอาด พรม ผ้าม่าน โซฟา ไม่ให้เปียกชื้น เพื่อลดภาระทำความเย็นเนื่องจากความร้อนแฝง
    • จัดแบ่งห้องใช้สอยโดยคำนึงถึงการประหยัดพลังงาน โดยจัดห้องที่ใช้ ตอนเช้าในทิศตะวันออก ส่วนห้องที่ใช้งานทั้งวันให้อยู่ทิศเหนือ เพราะจะเย็นสบายที่สุด ได้แก่ ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน
    • ติดตั้ง คอนเดนเซอร์ระบายความร้อน ในร่ม และไม่มีสิ่งกีดขว้างทางระบายลม เข้า-ออก
    • ติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิ ในห้องปรับอากาศ เพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิ
  • ควรติดตั้งเครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า ในบริเวณที่ไม่ปรับอากาศ และเปิดโล่ง
  • ครัว ต้องมีการระบายอากาศที่ดี เพราะ กลิ่นจะทำให้เข้าตัวบ้านได้ง่าย เช่น เตาอบ เตาหุงต้ม กาต้มน้ำร้อน ตู้เย็น
  • ติดตั้งเครื่องดูดกลิ่น และควัน
  • เลือกใช้อุปกรณ์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ประสิทธิภาพสูง จะช่วยประหยัดพลังงานแล้วยังมีความทนทาน อีกด้วย

 

การออกแบบ หน้าต่างและกันสาด ให้ประหยัดหลังงาน

  • หน้าต่างและกันสาด เป้นองค์ประกอบที่สำคัญของอาคารทุกชนิดรวมทั้งบ้านที่อยู่อาศัยทุกประเภท การออกแบบหน้าต่างและกันสาดที่ดีนั้นต้องคำนึงถึงการลดปริมาณความร้อน จากแสงอาทิตย์ให้เข้าสู่อาคารน้อยที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องพยายามให้แสงธรรมชาติเข้าสู่อาคารได้ด้วยเช่นกัน
  • หน้าต่างมีวัตถุประสงค์เพื่อ ระบายอากาศ รับแสงธรรมชาติ และให้เห็นทัศนียภาพภายนอก แบบได้หล็กๆ ดังนี
    • บานเลื่อนขึ้นลง
    • บานเลื่อนด้านข้าง ช่วยประหยัดเนื้อที่ ในการเปิด-ปิด แต่เปิดจะได้ครึ่งเดียวของบาน
    • หน้าต่างบานกระทุ้ง
    • หน้าต่างบานเปิด
    • หน้าต่างบานพลิก
    • หน้าต่างบานเกล็ด

ชนิดของกระจก ป้องกันความร้อน

  • กระจกสะท้อนความร้อน (Heat Mirror) มีคุณสมบัติคล้ายกระจกเงา ทำหน้าที่สะท้อนรังสี ความร้อนของแสงอาทิตย์ได้ประมาณร้อยละ 60 โดยคุณสมบัติในการสะท้อนจะมากกว่าการดุดกลืน และมีหลากหลายเแปรเปลี่ยนไปจามช่วงเวลาของวันและฤดูกาล กระจกนี้เหมาะกับการใช้งานกลางวัน เช่นอาคารสำนักงาน เนื่องจากการสะท้อนแสง ในตอนกวางวัน แสงภายนอกสว่างกว่า ภายในทำให้มอง จากภายนอกไม่ค่อยเห็น แต่ในเวลากลางคืน ถ้าเปิดไฟในอาคาร และภายนอกไม่มีแสง จะทำให้มองเห็นภายในได้อย่างชัดเจน  เหมาะกับ ร้านอาคาร ตอนเย็นอีกด้วย
  • กระจก 2 ชั้น (Low emittance glass) มีคุณสมบัติสนการแผ่รังสีต่ำ กระจกชนิดนี้จะเป็นตัวป้องกันความร้อนจากแสงอาทิตย์
  • กระจกอัจฉริยะ (smart glass) มีสารเคลือบที่มี คุณสมบัติพิเศษในการตอบสนองต่อแสงที่ตก กระทบ โดยสามารถควบคุม ความยาวคลื่นแสงที่ต้องการให้ผ่านกระจกได้ เช่น แสงม่วง จะมีความถื่สูง

การดูแลรักษากระจก

  • ไม่ควรให้ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศ กระทบผิวของกระจกโดยตรง เพราะจะทำให้อุณหภูมิ ภายนอก และภายใน ของกระจกไม่เท่ากัน กระจกอาจจะแตกได้
  • ไม่ควรทาสี ติดกระดาษ
  • ทำความสะอาดด้วยน้ำยา ที่ไม่มีผงขัด เป็นประจำ
  • ตรวจสอบตามขอบกระจกหน้าต่างทุกปี เพื่อป้องกันความร้อนเข้ามา

การเลือกใช้หน้าต่างความดูให้เหมาะสม เพราะไม่ว่าจะทำด้วยวัสดุที่เป็นไม้หรือกระจกก็ตามหากต้องติดตั้งในทิศทางต้องรับแสงอาทิตย์ จะต้องมีช่องทางรับความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน หรืออาคารให้ได้มากที่สุด หรือเราสามารถป้องกันไม่ให้หน้าต่างถูกแสงอาทิตย์ได้โดยอุปกรณ์บังแสงใช้กับหน้าต่าง

โดยทั่วไปแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบลงบนหน้าต่าง แบ่งเป็น 2 ประเภท

  • ลำแสงตรง คือ ลำแสงที่พุ่งตรงจากดวงอาทิตย์มาตกยังหน้าต่างโดยตรง ซึ่งจะนำความร้อนผ่านหน้าต่างเข้ามาจำนวนมาก
  • ลำแสงกระจาย คือ ลำแสงจากดวงอาทิตย์ที่สะท้อนมาจากชั้นบรรยากาศของโลก หรือจากเมฆหมอก ละอองน้ำ และก๊าซต่างๆ ในชั้นบรรยากาศก่อนที่จะตกลงบนหน้าต่าง โดยลำแสงกระจายที่ตกบนหน้าต่างๆจะเข้ามาทุกทิศทาง แต่ในกรณีที่หน้าต่างเป็นกระจก ความร้อนที่ผ่านเข้ามาในอาคารจะน้อยกว่าความร้อยละแสงตรง และมีประโยชน์ในการส่องสว่างในอาคารเวลากลางวัน

กันสาด

กัดสาดเป็นอุปกรณ์บังแสงอาทิตย์ให้กับหน้าต่าง สามารถป้องกันลำแสงจากอาทิตย์ไม่ให้เข้าสู่ตัวบ้าน มีทั้งในแนวราบ แนงดิ่ง และ ทั้งแนวราบและแนวดิ่งผสมกัน

  • กันสาดในแนวราบ เหมาะสมสำหรับหน้าต่างที่อยู่ทางด้านทิศ เหนือและใต้ เพราะสามารถ บังแสงอาทิตย์ในช่วงเที่ยงและบ่ายได้เป็นอย่างดี การออกแบบกันสาดสำหรับอาคารในประเทศไทย สามารถทำได้ดังนี้

หน้าต่างที่อนยู่ทางทิศเหนือ จะใช้ตำแหน่งดวงอาทิตย์ในช่วงเดือนมิถุนายน เป็นหลักในการออกแบบกันสาด ในเดือนมิถุนายนซึ่งเรามองเห็นดวงอาทิตย์เบี่ยงมาทางทิศเหนือมากที่สุด ดังนั้นจึงใช้ค่ามุมที่ดวงอาทิตย์ทำมุมกับแนวดิ่งของผนังเป็นตัวกำหนดตำแหน่งของดวงอาทิตย์ และ หน้าต่างทางทิศใต้ จะใช้ตำแแหน่งของดวงอาทิตย์ในช่วงเดือนธันวาคม เป็นตัวกำหนดเป็นหลักในการออกแบบกันสาดเนื่องจากเป็นชาวงที่เรามองเห็นดวงอาทิตย์เบี่ยงไปทางทิศใต้มากที่สุด

ดังนั้นสรุปได้ว่า กันสาดสำหรับหน้าต่างในทางทิศเหนือ ควรมีระยะยื่นทำมุม  10 องศากับขอบล่างของหน้าต่าง ส่วนกันสาดสำหรับหน้าต่างทางทิศใต้ควรมีระยะยื่นทำมุม 37 องศากับขอบล่างหน้าต่าง จพเห็นว่าถ้ายิ่งทำมุมมากจะต้องใช้กันสาดยื่นมากด้วยเช่นกัน หรือ กล่าวได้ว่าถ้าต้องการการป้องกันลำแสงตกกระทบหน้าต่างตลอดทั้งวัน เวลา 08.00 – 16.00 น. จะต้องใช้ระยะยื่นยาวมากซึ่งแก้ไข้ได้โดยหักมุมกันสาดลง

  • กันสาดแนวดิ่ง  เหมาะสมสำหรับหน้าต่างที่อยู่ทางทิศตะวันออกและตะวันตก เพราะสามารถ บังแสงแดดอาทิตย์ในช่วงตอนเช้าและช่วงเย็นได้อย่างดี แต่การออกแบบกันสาดแนวดิ่งเพื่อบังแสงอาทิตย์ในทุกช่วงเวลาทำได้ยาก เพราะตำแหน่งของดวงอาทิตย์ของประเทศไทยที่เวลาต่างๆ ในแนวทิศตะวันออกและตะวันตกจะมีการเบี่ยงเบนมาก แต่อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์ง่ายๆ ในการออกแบบกันสาดแนวดิ่งสำหรับประเทศไทย มุมกันสาดที่เหมาะสมที่สุดคือ กำหนดกันสาดในแนวดิ่งให้ทำมุม 30 องศากับระนาบของผนัง
  • กันสาดผสม รวบรวมเอาคุณสมบัติที่ดีของกันสาดในแนวราบและแนวดิ่งมาประกอบกัน เพื่อให้ป้องกันลำแสงตรงได้ตลอดกัน การออกแบบก็ใช้หลักเช่นเดียวกับการออกแบบกันสาดในแนวราบและแนวดิ่งมาประกอบกัน

นอกจากนี้การปลูกต้นไม้เป็นกันสาดธรรมชาติอาจจะเป็นวิธีเสริมวิธีหนึ่ง ในการช่วยลดความร้อนเข้ามาในตัวบ้านหรืออาคารได้เป็นอย่างดี โดยต้นไม้จะให้ร่มเงาและสามารถให้ร่มเงาและสามารถปรับทิศทางลมได้ในทิศทางที่ต้องการ

 

 

 

 

 

 


Comments

comments

You may also like...